ภาพยนตร์ The Trial of the Chicago 7 การประท้วงอย่างสันติภาพในงานประชุมแห่งชาติ เพื่อระบบประชาธิปไตยในปี 1968

The Trial of the Chicago 7 (2020) หนังเรื่องล่าสุดของ แอรอน ซอร์กิน

The Trial of the Chicago 7 | Netflix Official Site

The Trial of the Chicago 7 (2020) หนังเรื่องล่าสุดของ แอรอน ซอร์กิน หลังจากที่เขาได้ฝึกวิชาเขียนบทมาแล้วใน The Social

Network (2010) โดยคราวนี้เขาได้หยิบการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยอย่างสันติในปี 1968 มาบอกเล่า โดยใช้หน้าฉากเป็น ‘ศาล’

เพื่อให้บทพูดซึ่งเป็นอาวุธของเขาได้ทำงานในหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

เรื่องย่อ

การ ประท้วง อย่างสันติภาพ ใน งาน ประชุม แห่งชาติ เพื่อ ระบบประชาธิปไตย ใน ปี 1968 แปลงเป็น การเผชิญหน้า กัน อย่างหนัก

ระหว่าง ตำรวจ รวมทั้ง ที่ทำการ กองกำลัง ปกป้อง ชาติ แกนนำ ผู้ประท้วง อย่างแอ็บ บี้ ฮอฟแมน , เจอรรี่ รูบิน, ทอม เฮย์เดน รวม

ทั้งบ็อบ บี้ ซีล โดนจับ ข้อกล่าวหา สมคบคิด สำหรับเพื่อการ ปลุกปั่น การจลาจล และก็การไตร่ตรอง คดี ที่ ตามมา แปลงเป็น เหตุ

ที่ ฉาวโฉ่ ที่สุดกาลครั้งหนึ่ง ใน ประวัติศาสตร์

The Trial of the Chicago 7 คือหนัง คอร์ต รูม ที่ 90% ของเรื่อง เกิดขึ้น ใน ศาล (ตัวอย่าง ที่ มองเห็น ฉาก ชุมนุม ฉาก ปะทะกันนั่น

โคตรฉ้อฉล นะครับ ) เกี่ยวกับคดี ที่ รัฐบาล อเมริกัน ฟ้อง แกนนำ ผู้ ประชุมต้านทาน การทำศึก เวียดนาม ที่ ทำให้มีการเกิด การ

เผชิญหน้า กับ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ใน ปี 1968 (ตอน แปลงเข้ายุค ผู้นำา นิกสัน ยุค แรก

แอรอน ซอร์กิน ที่เคยเขียนบท The Social Network มาทำหน้าที่เขียนบทและกำกับได้โคตรเก่ง บทสนทนาเปลือยคาแรกเตอร์ตัว

ละครและตัวสังคมได้อย่างชาญฉลาด (โดยส่วนตัวคือชอบงานสไตล์หนังคุยกันของ ปีเตอร์ มอร์แกน จากหนังอย่าง Frost/Nixon

และ The Queen มาก เลยยิ่งสนุกกับเรื่องนี้) คือพูดกันทั้งเรื่องแต่ดูสนุก แค่ความตลกร้ายที่ชื่อเรื่องว่า The Trial of the Chicago 7

แต่จำเลยมี 8 คน ก็ย้อนแย้งแสบสันแล้ว เพราะว่าอีก 1 คนนั้นเป็นหัวหน้ากลุ่มผิวดำหัวรุนแรงอย่างแบล็กแพนเธอร์ (ที่ไม่ใช่ฮีโรมาร์

เวล) ขนาดตัวละครยังต้องพูดว่า “โลกทั้งใบบอกว่าจงปล่อยตัวพวกชิคาโกทั้ง 7 คน โดยไม่นับผมซะอย่างงั้น”

ฝีมือการเขียนบทและกำกับด้วยตนเองเรื่องที่ 2 ของ แอรอน ซอร์กิน หลังจาก Molly’s Game

ถ้าถอดเหตุการณ์จริงในปี 1968 และภาพการเมืองที่ขัดอคติผู้ชมต่างวัฒนธรรมการเมืองออกไป หนังเรื่องนี้ก็กล่าวได้ว่ามีเนื้อแท้พูด

ถึงมนุษย์ธรรมดาหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความคิด ที่ต่างดิ้นรนต่อสู้ตามความเชื่อของตนเอง

ภาพเหล่าแกนนำตัวจริงในประวัติศาสตร์

ทั้งนักศึกษาหัวก้าวหน้าบุคลิกดีความตั้งใจมาเต็ม แต่กลับอ่อนต่อโลกไปหน่อย (เอ็ดดี้ เรดเมย์น) ยิปปี้เมายาบ้าอุดมการณ์กวน

ประสาทแต่ฉลาดลึกและมองโลกแตกฉาน (ซาช่า บารอน โคเฮน) คนที่มาร่วมชุมนุมแล้วได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงถูกจับมาเทียบเท่า

แกนนำ และพ่อผู้แสนดีที่ใฝ่หาสันติวิธีและต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ จนถึงหัวหน้าแก๊งฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง ก็ล้วนอยู่ในคอก

จำเลยเดียวกัน โดยมีผู้ช่วยเป็นทนายจอมเก๋าที่ประหนึ่งแกนดัลฟ์ของกลุ่มฮอบบิตหัวขบถ (มาร์ก ไรแลนซ์)

หนังใด ๆ จะน่าลุ้น น่าสนุก ก็เพราะตัวร้ายดูเก่งฉกาจ สำหรับเรื่องนี้ตัวร้ายก็คือ ระบบอคติในสังคมที่มีอำนาจมหาศาลขนาดว่า

สามารถ ยกเว้น กระบวนการยุติธรรมปกติทุกอย่างได้ จนการพิจารณาคดีนี้อื้อฉาวระดับประวัติศาสตร์ แถมมันยังอวตารร่างเป็นผู้

พิพากษาชราที่หัวรั้นและดึงดันแบบผิด ๆ

โดยฉากที่ฮาสุดและชัดเจนสุดฉากหนึ่ง คือผู้พิพากษาพยายามให้จำเลยคนหนึ่งชื่อ เดอร์ลิงเจอร์ให้ได้ทั้งที่เขาชื่อเดลลิงเจอร์ และ

แม้เจ้าตัวเอง ทนายจำเลย อัยการต่างก็พยายามแก้ให้ถูก แต่แกโนสนโนแคร์ให้เสมียนศาลจดไปว่าชื่อเดอร์ลิงเจอร์เอาจนได้ แล้ว

ฉากหลังจากนั้นทนายจำเลยก็ปรึกษากันเองว่าจะให้จ้างจิตแพทย์เชี่ยวชาญด้านผู้สูงวัยมานั่งฟังพิจารณาคดีวันหลังด้วย เพื่อ

ประเมินอาการทางจิตของผู้พิพากษา (บทอย่างปั่นเลย)

แฟรงก์ แลงเจลลา ที่เคยเข้าชิงออสการ์ในบทนิกสันจาก Frost/Nixon มารับบทผู้พิพากษาที่โคตรน่าหมั่นไส้ได้น่าจดจำมาก ๆ

แล้วนอกจากอวตารเป็นผู้พิพากษาแล้ว ภาคเจ้าหน้าที่รัฐก็ใช่ย่อยส่งตำรวจนอกเครื่องแบบไปปะปนแถมล่อลวงผู้ชุมนุมให้กระทำผิด

กฎหมาย อย่างเช่น เสนอขายกัญชาให้เป็นต้น จนว่าเมื่อมีการขึ้นศาล ได้มีการเบิกพยานเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาเป็นพยานถึง

30 กว่าปาก และช็อตความฮาคือจำเลยสองคนหันมาคุยกันว่า “ตำรวจปลอมตัวเยอะขนาดนี้ เป็นไปได้มั้ยว่า ที่ผ่านมาพวกแกน

นำพาตำรวจนอกเครื่องแบบกว่าหมื่นนายไปชุมนุม (แทนที่จะเป็นประชาชนจริง ๆ)” (ปั่นดีอีกแล้ว)

และความสนุกที่สุดมันอยู่ตรงหนังเหมือนจะแทนสายตาผู้ชมผ่านตัวละคร ริชาร์ด ชูลต์ส ที่มี โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ เล่น แต่พี่แก

กลับเป็นหัวหน้าอัยการผู้ฟ้องจำเลยที่เป็นมือไม้ของฝั่งรัฐนี่ล่ะ แถมหน้าแกจะประมาณ “ตูมาทำอะไรอยู่ตรงนี้” หรือแบบ “ศาลเอียง

ขนาดนี้ไม่ต้องใช้ตูก็น่าจะชนะมั้ง” ตลอดเวลา เพราะส่วนตัวแกไม่เห็นด้วยในการฟ้องร้องกลุ่มผู้ชุมนุม แถมบ่นไม่ได้กับผู้พิพากษา

ประสาทแตกเพราะมองในแง่ความเป็นมืออาชีพ ฝั่งตัวแกก็ได้ประโยชน์ คือแกรับบทไปตามหัวโขนที่ใส่ล่ะ มันเลยย้อนแย้ง

ประหลาด ๆ ดี

หนังมีฉากมัน ๆ ปั่น ๆ เยอะมาก สายตลกร้ายฮาขมขื่นได้สนุกแน่ แถมครึ่งหลังพลิกกลายเป็นซึ้งดราม่า ๆ แล้วตบท้ายด้วยฟีลกู้ดได้

ไปอีก เอาเป็นว่าไม่ต้องอินการเมืองบ้านไหน ดูเรื่องนี้ก็บันเทิงได้ล่ะ ส่วนใครอินการเมืองบ้านนี้ดูก็จะเห็นฝั่งฝ่ายต่าง ๆ มีร่างจำลอง

อยู่ในหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยทีเดียว

>>> ดูหนังใหม่ออนไลน์ฟรี <<<

Be the first to comment on "ภาพยนตร์ The Trial of the Chicago 7 การประท้วงอย่างสันติภาพในงานประชุมแห่งชาติ เพื่อระบบประชาธิปไตยในปี 1968"

Leave a comment

Your email address will not be published.


*